โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต (Monopotassium Phosphate) : สารเพิ่มคุณภาพอาหารอุตสาหกรรม

Monopotassium Phosphate (Monopotassium Phosphate) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากนม, ขนมขบเคี้ยว, อาหารแปรรูป, อาหารกึ่งสำเร็จรูป, อาหารกระป๋อง

มีสูตรเคมี KH₂PO₄ ทำหน้าที่เป็น สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator) และสารบัฟเฟอร์ (Buffering Agent), สารช่วยคงสภาพ (Stabilizer) และสารป้องกันการตกตะกอน, สารเสริมคุณค่าทางโภชนาการ (Nutrient Source) ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ผลิตภัณฑ์จากนมและนมทางเลือก, อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะภายนอก: ผลึกหรือผงละเอียดสีขาว ไม่มีกลิ่น, การละลาย: ละลายได้ดีเยี่ยมในน้ำ ทำให้ง่ายต่อการนำไปผสมในกระบวนการผลิตอาหาร, ความหนาแน่น: 2.338 g/cm³

✅ มาตรฐาน INS 340(i) ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

SKU: monopotassium-phosphate Category:

Description

1. ทำความรู้จัก Monopotassium Phosphate คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Monopotassium Phosphate หรือ Monopotassium Phosphate โมโนโพแทสเซียม ฟอสเฟต (Monopotassium Phosphate หรือ MKP) เป็นสารประกอบอนินทรีย์เกรดอาหารที่สำคัญ มีลักษณะเป็นผลึกหรือผงสีขาวละเอียด ไม่มีกลิ่น และละลายน้ำได้ดีเยี่ยม ทำหน้าที่เป็นสารบัฟเฟอร์ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยควบคุมและรักษาระดับค่า pH ของผลิตภัณฑ์อาหารให้คงที่ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการยืดอายุการเก็บรักษา ป้องกันการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ และรักษาคุณภาพด้านรสชาติ สีสัน ตลอดจนเนื้อสัมผัสของอาหารแปรรูปในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (KH₂PO₄)

Monopotassium Phosphate มีสูตรเคมีคือ KH₂PO₄ โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะภายนอก: ผลึกหรือผงละเอียดสีขาว ไม่มีกลิ่น
  • การละลาย: ละลายได้ดีเยี่ยมในน้ำ ทำให้ง่ายต่อการนำไปผสมในกระบวนการผลิตอาหาร
  • ความหนาแน่น: 2.338 g/cm³
  • จุดหลอมเหลว: 252.6 °C แสดงถึงความเสถียรทางความร้อนที่ดี เหมาะสำหรับการแปรรูปที่เกี่ยวข้องกับอุณหภูมิสูง
  • ความเสถียร: คงตัวภายใต้สภาวะการเก็บรักษาปกติและในกระบวนการให้ความร้อนของการผลิตอาหาร ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีคุณภาพสม่ำเสมอ

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

ผลิตจากวัตถุดิบคุณภาพสูงผ่านกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมีที่ได้มาตรฐาน เพื่อให้ได้โมโนโพแทสเซียม ฟอสเฟตที่มีความบริสุทธิ์สูงและปราศจากสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายต่ออาหาร กระบวนการผลิตถูกควบคุมอย่างเข้มงวดตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice) และ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) เพื่อให้มั่นใจว่าเป็น Food Grade ที่ปลอดภัยสำหรับการบริโภคและตรงตามข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงละเอียด (Fine Powder) มีลักษณะเป็นผงละเอียดช่วยให้ละลายและกระจายตัวได้ดีเยี่ยมในระบบอาหารที่เป็นของเหลวหรือกึ่งของเหลว เช่น เครื่องดื่ม ซอส หรือน้ำหมัก ช่วยลดเวลาในการผสมและมั่นใจได้ถึงความสม่ำเสมอของผลิตภัณฑ์ แม้ในสภาพแวดล้อมการผลิตที่มีอุณหภูมิสูงและมีความชื้นสัมพัทธ์ในประเทศไทย
ชนิดเกล็ด/ผลึก (Granular/Crystalline) มีขนาดเกล็ดใหญ่กว่าชนิดผง ทำให้การจัดการง่ายขึ้น ลดการฟุ้งกระจายในโรงงาน และเหมาะสำหรับกระบวนการผลิตที่ต้องการการควบคุมการละลายที่อาจจะช้าลงเล็กน้อย หรือใช้ในผลิตภัณฑ์แห้งที่ต้องการคุณสมบัติทางกายภาพที่แตกต่างกันออกไป

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator) และสารบัฟเฟอร์ (Buffering Agent)

กลไกการทำงาน: โมโนโพแทสเซียม ฟอสเฟตมีคุณสมบัติเป็นบัฟเฟอร์ที่ยอดเยี่ยม สามารถต้านทานการเปลี่ยนแปลงค่า pH เมื่อมีการเติมกรดหรือด่างลงไปในระบบอาหาร ทำให้ค่า pH ของผลิตภัณฑ์คงที่อยู่ในช่วงที่ต้องการ ซึ่งมีความสำคัญต่อเสถียรภาพของผลิตภัณฑ์ ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด รักษาความคงตัวของสี กลิ่นรส และเนื้อสัมผัสของอาหาร

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดีคือช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น น้ำจิ้มไก่ ซอสพริก หรือเครื่องดื่มสมุนไพร มีอายุการเก็บรักษานานขึ้น รสชาติไม่เปลี่ยนไปแม้เก็บในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย และลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมเสีย ข้อจำกัดคือการใช้ในปริมาณที่มากเกินไปอาจส่งผลต่อรสสัมผัส (mouthfeel) หรือทำให้เกิดความขุ่นในผลิตภัณฑ์ใสได้

2.2. สารช่วยคงสภาพ (Stabilizer) และสารป้องกันการตกตะกอน

กลไกการทำงาน: ฟอสเฟตช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของโปรตีน เช่น การละลายและการอุ้มน้ำ ซึ่งส่งผลต่อความคงตัวของอิมัลชันในผลิตภัณฑ์นมทางเลือก หรือช่วยป้องกันการตกตะกอนของโปรตีนในเครื่องดื่มที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง pH

ข้อดี/ข้อจำกัด: ช่วยให้เครื่องดื่มนมถั่วเหลือง UHT มีความคงตัวของโปรตีน ไม่ตกตะกอน และคงสภาพได้นานขึ้นในอุณหภูมิห้อง ข้อจำกัดคือบทบาทนี้อาจต้องใช้ร่วมกับสารคงสภาพอื่นๆ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในระบบอาหารที่ซับซ้อน

2.3. สารเสริมคุณค่าทางโภชนาการ (Nutrient Source)

กลไกการทำงาน: เป็นแหล่งของธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย สามารถใช้เสริมในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้แก่ผู้บริโภค

ข้อดี/ข้อจำกัด: เหมาะสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ เครื่องดื่มเกลือแร่ หรือนม fortified ที่ต้องการเพิ่มแร่ธาตุโพแทสเซียมและฟอสฟอรัส ข้อจำกัดคือต้องคำนึงถึงปริมาณที่เหมาะสมตามข้อกำหนดของ อย. และไม่ให้ส่งผลกระทบต่อรสชาติและคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์


3. การใช้งาน Monopotassium Phosphate ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม เครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมถั่วเหลือง UHT
  • นมข้าวกล้องงอก
  • น้ำผลไม้พร้อมดื่ม
  • เครื่องดื่มสมุนไพรพร้อมดื่ม
  • เครื่องดื่มเกลือแร่

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • น้ำจิ้มไก่
  • ซอสพริกศรีราชา
  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำสลัดครีม
  • น้ำปรุงรสก๋วยเตี๋ยว

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ขนมปังปอนด์
  • เค้ก
  • คุกกี้

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากนมและนมทางเลือก

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมถั่วเหลือง
  • โยเกิร์ตพร้อมดื่ม
  • นมข้นหวาน
  • ไอศกรีมกะทิ

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม อาหารแปรรูปและขนมขบเคี้ยว

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • อาหารกระป๋อง
  • อาหารกึ่งสำเร็จรูป
  • ลูกชิ้นปลา
  • ผลิตภัณฑ์ปลาเส้น

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Monopotassium Phosphate ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 340(i))

สถานะ อย.: ได้รับการรับรองเป็นวัตถุเจือปนอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย (อย.) โดยต้องปฏิบัติตามชนิดอาหารและปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางของ Codex Alimentarius Commission

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

ปฏิบัติตามมาตรฐานการผลิตอาหารที่ดี (GMP) และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (HACCP) ของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยสูงสุดสำหรับผู้ผลิตและผู้บริโภค

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

ควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เช่น ถุงมือ แว่นตา และหน้ากากขณะจัดการกับสารนี้เพื่อป้องกันการสัมผัสโดยตรงและการสูดดมฝุ่นละออง ควรจัดเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท แห้ง และเย็น ห่างจากความร้อนและความชื้นในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนของประเทศไทย เพื่อคงคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์


5. แหล่งซื้อ Monopotassium Phosphate ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade (มาตรฐานสากลและ อย.) บริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 99% ผ่านการทดสอบตามข้อกำหนดของ Food Chemicals Codex (FCC) หรือเทียบเท่า ปราศจากโลหะหนักและสิ่งเจือปนที่เป็นอันตราย ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน GMP, HACCP, ISO 22000 และอาจมี Halal/Kosher ตามความต้องการของตลาดเฉพาะกลุ่มในอุตสาหกรรมอาหารไทย ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ซอสปรุงรส ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ และนมทางเลือก เพื่อควบคุมค่า pH เพิ่มความเสถียร ยืดอายุการเก็บรักษา และเสริมแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

ควรจัดเก็บโมโนโพแทสเซียม ฟอสเฟตในภาชนะบรรจุเดิมที่ปิดสนิท มิดชิด ในบริเวณที่แห้งและเย็น อุณหภูมิไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส และห่างจากแสงแดดโดยตรง โดยเฉพาะในสภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อน การเสื่อมสภาพ และการปนเปื้อนจากความชื้น ซึ่งอาจส่งผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ การจัดการในโรงงานควรทำในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี และพนักงานควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีตามมาตรฐานโรงงานอาหาร