Calcium Carbonate – แคลเซียมคาร์บอเนต

Calcium Carbonate (Calcium Carbonate) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากนมและนมทางเลือก, ขนมขบเคี้ยว, ผลิตภัณฑ์จากเต้าหู้, อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง

มีสูตรเคมี CaCO₃ ทำหน้าที่เป็น สารเสริมแคลเซียม, สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและทำให้คงตัว, สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator), สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (Anti-caking Agent) ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม, เบเกอรี่และผลิตภัณฑ์จากแป้ง, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากนมและนมทางเลือก, ขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูป

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะภายนอก: ผงละเอียดสีขาว ไม่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ทำให้ไม่กระทบต่อคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์อาหาร, การละลายในน้ำ/ไขมัน: ไม่ละลายน้ำและไขมัน ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสูตรที่ต้องการการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ หรือต้องการคุณสมบัติทางกายภาพที่คงที่, ความเสถียรต่อความร้อน/การเก็บรักษา: มีความเสถียรสูงต่ออุณหภูมิและความชื้น เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตอาหารที่ใช้ความร้อนสูง และช่วยรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

✅ มาตรฐาน INS 170 ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

Category:

Description

1. ทำความรู้จัก Calcium Carbonate คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Calcium Carbonate หรือ Calcium Carbonate แคลเซียมคาร์บอเนต (Calcium Carbonate) คือสารประกอบเคมีธรรมชาติที่สำคัญอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหารของไทย ช่วยแก้ปัญหาด้านโภชนาการด้วยการเป็นแหล่งแคลเซียมเสริมที่คุ้มค่า มีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงและรักษาเสถียรภาพของเนื้อสัมผัสผลิตภัณฑ์ให้คงที่ ทนทานต่อสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย และยังช่วยควบคุมค่า pH เพื่อยืดอายุการเก็บรักษาในผลิตภัณฑ์หลากหลายชนิด.

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (CaCO₃)

Calcium Carbonate มีสูตรเคมีคือ CaCO₃ โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะภายนอก: ผงละเอียดสีขาว ไม่มีกลิ่นและรสชาติเฉพาะตัว ทำให้ไม่กระทบต่อคุณสมบัติทางประสาทสัมผัสของผลิตภัณฑ์อาหาร
  • การละลายในน้ำ/ไขมัน: ไม่ละลายน้ำและไขมัน ทำให้เหมาะสำหรับการใช้งานในสูตรที่ต้องการการกระจายตัวอย่างสม่ำเสมอ หรือต้องการคุณสมบัติทางกายภาพที่คงที่
  • ความเสถียรต่อความร้อน/การเก็บรักษา: มีความเสถียรสูงต่ออุณหภูมิและความชื้น เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตอาหารที่ใช้ความร้อนสูง และช่วยรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

แคลเซียมคาร์บอเนตสำหรับอุตสาหกรรมอาหารโดยทั่วไปสกัดจากแหล่งธรรมชาติ เช่น หินปูน หรือเปลือกหอย นำมาผ่านกระบวนการบดละเอียดและทำให้บริสุทธิ์สูง (purification) เพื่อให้ได้วัตถุดิบที่มีคุณภาพ 'Food Grade' ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย ปราศจากสิ่งปนเปื้อน และเหมาะสมสำหรับการบริโภค

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงละเอียด เป็นรูปแบบที่นิยมใช้มากที่สุดในอุตสาหกรรมอาหาร เนื่องจากมีคุณสมบัติการกระจายตัวที่ดีเยี่ยมในส่วนผสมแห้งและเปียก ทำให้ง่ายต่อการผสมเข้ากับวัตถุดิบอื่น ๆ ในสายการผลิตอาหารของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้น การเลือกใช้ชนิดผงละเอียดที่มีคุณภาพช่วยลดปัญหาการจับตัวเป็นก้อน

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารเสริมแคลเซียม

กลไกการทำงาน: ทำหน้าที่เป็นแหล่งแคลเซียมที่มีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailable) เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการให้กับผลิตภัณฑ์ ตัวอย่างเช่น การเสริมในนมถั่วเหลือง UHT หรือน้ำผลไม้ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคได้รับแคลเซียมที่เพียงพอ

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดีคือช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ แต่การใช้ในปริมาณที่สูงเกินไปอาจส่งผลต่อเนื้อสัมผัส หรือทำให้เกิดการตกตะกอนในบางระบบอาหาร

2.2. สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและทำให้คงตัว

กลไกการทำงาน: มีบทบาทในการเพิ่มความแน่นหนา ความคงตัว และปรับปรุงเนื้อสัมผัสของผลิตภัณฑ์ โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์แป้งและเต้าหู้ ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีโครงสร้างที่แข็งแรงขึ้นและไม่เปราะง่ายเมื่อผ่านกระบวนการผลิตหรือการขนส่งในสภาพอากาศร้อน

ข้อดี/ข้อจำกัด: ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสที่น่ารับประทานและคงรูปได้ดีขึ้น เช่น ในเต้าหู้ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่บางชนิด ข้อจำกัดคือต้องใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เนื้อสัมผัสแข็งกระด้างเกินไป

2.3. สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator)

กลไกการทำงาน: ด้วยคุณสมบัติที่เป็นด่างอ่อน แคลเซียมคาร์บอเนตสามารถใช้เพื่อปรับหรือควบคุมค่า pH ของผลิตภัณฑ์อาหารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งมีผลต่อรสชาติ สี และที่สำคัญคือการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการเก็บรักษานานขึ้นในสภาพอากาศร้อนชื้น

ข้อดี/ข้อจำกัด: ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ โดยเฉพาะในกลุ่มซอสและเครื่องปรุงรสบางชนิด หรือเครื่องดื่ม แต่ต้องระวังการใช้ในปริมาณที่มากเกินไป เนื่องจากอาจส่งผลต่อรสชาติและอาจเกิดการตกตะกอนได้

2.4. สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน (Anti-caking Agent)

กลไกการทำงาน: ช่วยดูดซับความชื้นและป้องกันไม่ให้อนุภาคของผงปรุงรสหรือส่วนผสมอื่น ๆ จับตัวเป็นก้อน ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผลิตภัณฑ์ผงในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย

ข้อดี/ข้อจำกัด: ช่วยให้ผลิตภัณฑ์ผง เช่น ผงปรุงรส หรือเครื่องเทศรวม สามารถเก็บรักษาและใช้งานได้สะดวกขึ้น ข้อจำกัดคือมีขีดจำกัดในการดูดซับความชื้น หากบรรจุภัณฑ์ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดการจับตัวเป็นก้อนได้อยู่ดี


3. การใช้งาน Calcium Carbonate ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม เครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมถั่วเหลือง UHT
  • น้ำผลไม้เสริมแคลเซียม
  • นมแพลนต์เบส
  • น้ำมะพร้าว UHT

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม เบเกอรี่และผลิตภัณฑ์จากแป้ง

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ขนมปังปอนด์
  • ขนมปังโฮลวีต
  • เค้ก
  • บิสกิต
  • ขนมปังกรอบ
  • เส้นก๋วยเตี๋ยว

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ผงปรุงรสสำเร็จรูป
  • น้ำจิ้มไก่ (เพื่อปรับ pH)
  • ผงกะทิสำเร็จรูป

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากนมและนมทางเลือก

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • โยเกิร์ต (จากนมโคและแพลนต์เบส)
  • ไอศกรีมกะทิ
  • ชีส (บางประเภท)
  • เต้าหู้

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยวและอาหารแปรรูป

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ข้าวเกรียบ
  • ขนมขบเคี้ยวอบกรอบ
  • ผลิตภัณฑ์จากปลาแปรรูป

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Calcium Carbonate ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 170)

สถานะ อย.: แคลเซียมคาร์บอเนตได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีการกำหนดประเภทและปริมาณการใช้ที่เหมาะสมสำหรับผลิตภัณฑ์อาหารแต่ละชนิด ผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

สำหรับวัตถุเจือปนอาหารโดยตรง ไม่มี มอก. เฉพาะสำหรับตัวสารเคมี แต่การผลิตและนำเข้าเพื่อใช้ในอุตสาหกรรมอาหารจะต้องเป็นไปตามมาตรฐาน GMP (Good Manufacturing Practice) และ HACCP (Hazard Analysis and Critical Control Points) ที่กำหนดโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

ผู้ปฏิบัติงานควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น หน้ากากป้องกันฝุ่น แว่นตา และถุงมือ เนื่องจากเป็นผงละเอียดและอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจได้หากสูดดม ควรจัดเก็บในบริเวณที่อากาศถ่ายเทสะดวก ห่างจากสารเคมีที่เป็นกรด และควบคุมความชื้นเพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อน


5. แหล่งซื้อ Calcium Carbonate ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade มีความบริสุทธิ์สูงกว่า 98-99% ผ่านการทดสอบและรับรองว่าปราศจากโลหะหนักและสารปนเปื้อนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ตรงตามมาตรฐานและข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย รวมถึงอาจมีการรับรอง Halal หรือ Kosher ตามความต้องการของตลาด ใช้เป็นสารเสริมแคลเซียม สารปรับปรุงเนื้อสัมผัส สารปรับความเป็นกรด-ด่าง หรือสารป้องกันการจับตัวเป็นก้อนในผลิตภัณฑ์อาหารไทยหลากหลายประเภท เช่น นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม ขนมปัง ไอศกรีมกะทิ และผงปรุงรส เพื่อยกระดับทั้งด้านคุณค่าทางโภชนาการและคุณภาพของผลิตภัณฑ์

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

ควรจัดเก็บแคลเซียมคาร์บอเนตในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทและป้องกันความชื้น เช่น ถุงหรือกระสอบแบบหลายชั้น ในพื้นที่แห้ง เย็น และมีอากาศถ่ายเทสะดวก อุณหภูมิไม่ควรเกิน 30 องศาเซลเซียส และหลีกเลี่ยงการโดนแสงแดดโดยตรง เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อนและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพภูมิอากาศเขตร้อนชื้นของประเทศไทย การจัดการในโรงงานควรมีระบบการดูดอากาศที่ดีเพื่อป้องกันฝุ่นฟุ้งกระจาย