คาร์โมอิซีน Carmoisine: สารแต่งสีคุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

Carmoisine (Carmoisine) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากนม, ขนมขบเคี้ยว, อาหารแปรรูปจากเนื้อสัตว์, ขนมหวานไทย, อุตสาหกรรมอาหารแช่แข็ง, อุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง

มีสูตรเคมี C20H12N2Na2O7S2; CAS#: 3567-69-9; CI 14720; INS 122 ทำหน้าที่เป็น สารให้สี (Coloring Agent) ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และขนมหวาน, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์และอาหารทะเล, ผลิตภัณฑ์นมและของหวานจากนม, ขนมขบเคี้ยว

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะภายนอก: ผงละเอียดสีแดงถึงแดงเข้ม, การละลาย: ละลายได้ดีในน้ำ ให้สารละลายสีแดงสดใส, ความเสถียรต่อความร้อน: มีความเสถียรดีเยี่ยมต่อความร้อนในกระบวนการผลิตอาหารทั่วไป ช่วยรักษาสีให้คงอยู่แม้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือปรุงสุก ซึ่งสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ UHT หรืออาหารกระป๋อง

✅ มาตรฐาน INS 122 ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

SKU: carmoisine Category:

Description

1. ทำความรู้จัก Carmoisine คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Carmoisine หรือ Carmoisine คาร์โมอีซีน (Carmoisine) เป็นวัตถุเจือปนอาหารประเภทสีสังเคราะห์ที่สำคัญยิ่งสำหรับอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยคุณสมบัติในการให้สีแดงสดใสและคงทน ช่วยแก้ไขปัญหาความสม่ำเสมอของสีผลิตภัณฑ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงไปจากการแปรรูป ความร้อน หรือการเก็บรักษาในสภาพอากาศร้อนชื้น ทำให้ผู้ผลิตสามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่มีสีสันน่าดึงดูดใจ ตรงตามความคาดหวังของผู้บริโภคและรักษาคุณภาพทางประสาทสัมผัสได้ตลอดอายุการเก็บรักษา

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (C20H12N2Na2O7S2; CAS#: 3567-69-9; CI 14720; INS 122)

Carmoisine มีสูตรเคมีคือ C20H12N2Na2O7S2; CAS#: 3567-69-9; CI 14720; INS 122 โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะภายนอก: ผงละเอียดสีแดงถึงแดงเข้ม
  • การละลาย: ละลายได้ดีในน้ำ ให้สารละลายสีแดงสดใส
  • ความเสถียรต่อความร้อน: มีความเสถียรดีเยี่ยมต่อความร้อนในกระบวนการผลิตอาหารทั่วไป ช่วยรักษาสีให้คงอยู่แม้ผ่านการฆ่าเชื้อหรือปรุงสุก ซึ่งสำคัญต่อผลิตภัณฑ์ UHT หรืออาหารกระป๋อง
  • ความเสถียรต่อแสง: ทนทานต่อแสงได้ดีในระดับหนึ่ง ช่วยลดปัญหาสีซีดจางเมื่อผลิตภัณฑ์สัมผัสแสงระหว่างการจัดแสดงหรือเก็บรักษา
  • ความเสถียรต่อ pH: มีความเสถียรของสีในช่วง pH ที่กว้าง จึงสามารถใช้งานได้ดีทั้งในผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรด ด่างอ่อน หรือเป็นกลาง ซึ่งพบได้บ่อยในอาหารไทยหลายชนิด เช่น น้ำจิ้มรสเปรี้ยว หรือขนมหวาน

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

คาร์โมอีซีนเป็นสีสังเคราะห์ที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมีภายใต้การควบคุมกระบวนการผลิตที่เข้มงวด เพื่อให้มั่นใจในความบริสุทธิ์และปราศจากสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเน้นการผลิตตามมาตรฐาน Food Grade สากลและข้อกำหนดของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย เพื่อให้ผู้ผลิตอาหารไทยมั่นใจในความปลอดภัยและคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของตน

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงละเอียด (Fine Powder) เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในอุตสาหกรรมอาหารไทย เนื่องจากละลายน้ำได้ดีและกระจายตัวได้ง่ายในส่วนผสมต่างๆ ช่วยให้การผสมสีเข้ากับผลิตภัณฑ์เป็นไปอย่างสม่ำเสมอและควบคุมปริมาณการใช้ได้อย่างแม่นยำ เหมาะสำหรับการใช้งานในสายการผลิตที่มีความหลากหลายและต้องการความรวดเร็ว โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย การจัดเก็บในรูปแบบผงภายใต้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมจะช่วยรักษาคุณภาพได้ยาวนานและป้องกันการจับตัวเป็นก้อน

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารให้สี (Coloring Agent)

กลไกการทำงาน: คาร์โมอีซีนทำหน้าที่เป็นสารให้สีสังเคราะห์ โดยมีโครงสร้างโมเลกุลที่สามารถดูดซับและสะท้อนแสงในช่วงคลื่นที่เฉพาะเจาะจง ทำให้เกิดการรับรู้เป็นสีแดงสดใสในผลิตภัณฑ์อาหาร กลไกการทำงานนี้ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีสีสันสม่ำเสมอและดึงดูดใจผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมการผลิตที่อาจมีความท้าทายด้านความร้อนหรือค่า pH ซึ่งสีธรรมชาติอาจไม่เสถียรพอสำหรับการรักษาคุณภาพตลอดอายุการเก็บรักษา

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดีหลักคือการให้สีแดงที่สดใส สม่ำเสมอ และมีความคงทนสูงต่อปัจจัยต่างๆ ในกระบวนการผลิต เช่น ความร้อน กรด-ด่าง และแสง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตอาหารไทยที่ต้องการรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ตลอดอายุการเก็บรักษาในสภาพภูมิอากาศเขตร้อน อีกทั้งยังช่วยลดความผันผวนของสีที่อาจเกิดขึ้นจากวัตถุดิบธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดคือการใช้งานต้องเป็นไปตามปริมาณที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยากำหนด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคและหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสีและกลิ่นดั้งเดิมของผลิตภัณฑ์หากใช้ในปริมาณที่มากเกินไป


3. การใช้งาน Carmoisine ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม เครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • น้ำหวานแดง (เช่น น้ำแดงเฮลซ์บลูบอย)
  • น้ำอัดลมรสผลไม้
  • เครื่องดื่มชูกำลัง
  • เครื่องดื่มน้ำผลไม้รวมแบบพร้อมดื่ม

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และขนมหวาน

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ขนมปังรสสตรอเบอร์รี่
  • ขนมเค้กเรดเวลเวท
  • คุกกี้แฟนซี
  • ไอศกรีมกะทิสีชมพู
  • ขนมชั้น
  • วุ้นกะทิ

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ซอสพริกศรีราชา
  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำจิ้มไก่
  • น้ำจิ้มซีฟู้ดรสเผ็ดสีแดง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเนื้อสัตว์และอาหารทะเล

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ลูกชิ้นปลาสีชมพู
  • ไส้กรอกอีสาน
  • แฮม
  • โบโลน่า
  • หมูยอ

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์นมและของหวานจากนม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมเปรี้ยวรสผลไม้
  • โยเกิร์ตสตรอเบอร์รี่
  • พุดดิ้งนมสีแดง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.6. อุตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยว

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ข้าวเกรียบกุ้งสีแดง
  • ขนมมันฝรั่งทอดกรอบรสบาร์บีคิว
  • เยลลี่ผลไม้

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Carmoisine ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 122)

สถานะ อย.: ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร (สีสังเคราะห์) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย โดยมีข้อกำหนดปริมาณการใช้สูงสุดสำหรับอาหารแต่ละประเภทอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ผลิตต้องปฏิบัติตามเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

มาตรฐานการผลิตอาหารที่ดี (GMP) และระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (HACCP) ซึ่งเป็นมาตรฐานพื้นฐานที่โรงงานผลิตอาหารในประเทศไทยต้องปฏิบัติตาม เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ที่ใช้คาร์โมอีซีน รวมถึงมาตรฐานเฉพาะสำหรับวัตถุเจือปนอาหารที่อาจมีเพิ่มขึ้น

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

ควรปฏิบัติตามปริมาณการใช้ที่ อย. กำหนดอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค ผู้ปฏิบัติงานควรสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) เช่น ถุงมือ หน้ากาก เมื่อจัดการกับวัตถุดิบเพื่อหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงหรือการสูดดม ควรเก็บในที่แห้ง เย็น และพ้นจากแสงแดดและความชื้นสูง เพื่อรักษาคุณภาพของวัตถุดิบและป้องกันการปนเปื้อน โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย


5. แหล่งซื้อ Carmoisine ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade – Premium (มาตรฐานสากลและ Halal Certified) มีความบริสุทธิ์สูงกว่า 99% ผ่านการรับรองมาตรฐานสากลสำหรับวัตถุเจือปนอาหาร (เช่น FCC) และได้รับการตรวจสอบคุณภาพอย่างเข้มงวดจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ของประเทศไทย รวมถึงอาจได้รับการรับรอง Halal และ Kosher เพื่อรองรับตลาดผู้บริโภคที่หลากหลายและขยายโอกาสทางธุรกิจให้กับผู้ผลิตอาหารไทย เหมาะสำหรับการใช้งานในผลิตภัณฑ์อาหารไทยทุกประเภทที่ต้องการสีแดงสดใส สม่ำเสมอ และมีความคงทนสูงตลอดกระบวนการผลิตและอายุการเก็บรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ผลิตที่ต้องการสร้างความน่าเชื่อถือในตลาดระดับพรีเมียมและส่งออก

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

เพื่อรักษาคุณภาพและอายุการเก็บของคาร์โมอีซีนในโรงงานผลิตอาหารของประเทศไทย ควรจัดเก็บในบรรจุภัณฑ์ที่ปิดสนิทและอยู่ในภาชนะทึบแสง ณ อุณหภูมิห้องปกติ (ไม่เกิน 30 องศาเซลเซียส) ในที่แห้งและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ปราศจากความชื้น แสงแดดโดยตรง และความร้อนสูง ซึ่งอาจทำให้วัตถุดิบเสื่อมสภาพหรือจับตัวเป็นก้อนได้ การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมในสภาพอากาศเขตร้อนชื้นอาจส่งผลต่อความเสถียรของสีและประสิทธิภาพการใช้งาน รวมถึงอาจลดอายุการเก็บของวัตถุดิบ