ไดแคลเซียมฟอสเฟต (Dicalcium Phosphate) : สารเติมแต่งอาหารสำหรับอุตสาหกรรม

Dicalcium Phosphate (Dicalcium Phosphate) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากนม, ขนมขบเคี้ยว, อาหารแช่แข็ง, อาหารกระป๋อง

มีสูตรเคมี CaHPO₄ ทำหน้าที่เป็น สารเสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัส, สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและสารกันจับตัวเป็นก้อน (Anti-Caking Agent), สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (Buffering Agent), สารช่วยขึ้นฟู (Leavening Agent) ใช้ในอุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และแปรรูปจากแป้ง, ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม, ซอสและเครื่องปรุงรส, ขนมขบเคี้ยว, ผลิตภัณฑ์แช่แข็งและไอศกรีม

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะ: ผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีความละเอียดสม่ำเสมอ ง่ายต่อการผสมเข้ากับวัตถุดิบอื่นในสายการผลิต, ความหนาแน่น: ประมาณ 2.929 กรัม/ลบ.ซม. (รูปแบบปราศจากน้ำ) และ 2.31 กรัม/ลบ.ซม. (รูปแบบไดไฮเดรต) ซึ่งส่งผลต่อการบรรจุและปริมาณการใช้, การละลายในน้ำ: ละลายน้ำได้น้อยมาก (ประมาณ 0.02 กรัม/100 มิลลิลิตร) แต่สามารถกระจายตัวได้ดีในระบบอาหาร ทำให้ไม่ส่งผลต่อความใสของผลิตภัณฑ์มากนักหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม

✅ มาตรฐาน INS 341(ii) ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

Description

1. ทำความรู้จัก Dicalcium Phosphate คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Dicalcium Phosphate หรือ Dicalcium Phosphate ไดแคลเซียม ฟอสเฟต (Dicalcium Phosphate) เป็นสารประกอบอนินทรีย์ของแคลเซียมและฟอสเฟตที่สำคัญยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร มีบทบาทหลักเป็นสารเสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ปรับปรุงเนื้อสัมผัส และทำหน้าที่เป็นสารบัฟเฟอร์เพื่อควบคุมความเป็นกรด-ด่าง ช่วยแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพและอายุการเก็บรักษาของผลิตภัณฑ์อาหารให้มีความเสถียร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย.

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (CaHPO₄)

Dicalcium Phosphate มีสูตรเคมีคือ CaHPO₄ โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะ: ผงสีขาว ไม่มีกลิ่น มีความละเอียดสม่ำเสมอ ง่ายต่อการผสมเข้ากับวัตถุดิบอื่นในสายการผลิต
  • ความหนาแน่น: ประมาณ 2.929 กรัม/ลบ.ซม. (รูปแบบปราศจากน้ำ) และ 2.31 กรัม/ลบ.ซม. (รูปแบบไดไฮเดรต) ซึ่งส่งผลต่อการบรรจุและปริมาณการใช้
  • การละลายในน้ำ: ละลายน้ำได้น้อยมาก (ประมาณ 0.02 กรัม/100 มิลลิลิตร) แต่สามารถกระจายตัวได้ดีในระบบอาหาร ทำให้ไม่ส่งผลต่อความใสของผลิตภัณฑ์มากนักหากใช้ในปริมาณที่เหมาะสม
  • จุดหลอมเหลว: สลายตัวเมื่อได้รับความร้อนสูง ไม่หลอมเหลวเป็นของเหลว ซึ่งเป็นข้อดีในการใช้งานที่ต้องผ่านกระบวนการความร้อน
  • ความเสถียร: มีความเสถียรสูงในสภาวะแห้งและอุณหภูมิห้อง ไม่ทำปฏิกิริยาได้ง่ายกับส่วนประกอบอื่น ทำให้เหมาะสำหรับการเก็บรักษาและใช้งานในระยะยาว

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

ไดแคลเซียม ฟอสเฟตสำหรับ Food Grade มักได้จากการทำปฏิกิริยาระหว่างแคลเซียมคาร์บอเนตหรือแคลเซียมไฮดรอกไซด์กับกรดฟอสฟอริก ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพที่เข้มงวดเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความบริสุทธิ์สูง ปราศจากสิ่งเจือปนที่เป็นอันตราย และเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารสากลและของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับผู้ผลิตอาหารไทย

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงละเอียด (Fine Powder) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด มีความละเอียดสูง ช่วยให้กระจายตัวและผสมเข้ากันได้ดีกับส่วนผสมที่เป็นผงอื่น ๆ หรือของเหลวข้นหนืด ลดปัญหาการรวมตัวเป็นก้อน เหมาะสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, เครื่องดื่มผงชง, หรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ต้องการเนื้อสัมผัสที่สม่ำเสมอในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารเสริมแคลเซียมและฟอสฟอรัส

กลไกการทำงาน: เป็นแหล่งของแคลเซียมและฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย ช่วยเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเครื่องดื่ม หรือผลิตภัณฑ์นม

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: ช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่ต้องการเสริมสร้างกระดูกและฟัน ข้อจำกัด: การละลายน้ำต่ำอาจทำให้เกิดการตกตะกอนในผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบางชนิด หากไม่ใช้สารช่วยแขวนลอย

2.2. สารปรับปรุงเนื้อสัมผัสและสารกันจับตัวเป็นก้อน (Anti-Caking Agent)

กลไกการทำงาน: ช่วยให้ผลิตภัณฑ์มีเนื้อสัมผัสที่คงตัวขึ้น โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์แป้งหรือผง ช่วยลดการจับตัวเป็นก้อน ทำให้ผลิตภัณฑ์ไหลเทได้ดีและง่ายต่อการใช้งานในกระบวนการผลิต

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: ทำให้ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่มีโครงสร้างที่ดีขึ้น แป้งไม่จับตัวเป็นก้อนในสภาวะความชื้นสูงของไทย ช่วยรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้คงที่ ข้อจำกัด: การใช้ปริมาณมากเกินไปอาจส่งผลต่อเนื้อสัมผัสที่กระด้างหรือไม่เป็นธรรมชาติ

2.3. สารปรับความเป็นกรด-ด่าง (Buffering Agent)

กลไกการทำงาน: ช่วยรักษาสมดุลค่า pH ของผลิตภัณฑ์อาหารให้คงที่ ป้องกันการเปลี่ยนแปลงของรสชาติ สี และเนื้อสัมผัสที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของกรด-ด่าง ซึ่งมีความสำคัญในการยืดอายุการเก็บรักษาและรักษาคุณภาพผลิตภัณฑ์

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: มีความสำคัญอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการความเสถียรของ pH เช่น ซอส, เครื่องดื่ม, หรือผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการความร้อนสูง ช่วยควบคุมคุณภาพและลดการเน่าเสีย ข้อจำกัด: ประสิทธิภาพในการบัฟเฟอร์ขึ้นอยู่กับระบบอาหารและส่วนประกอบอื่นๆ

2.4. สารช่วยขึ้นฟู (Leavening Agent)

กลไกการทำงาน: ทำงานร่วมกับสารอื่นๆ เช่น โซเดียมไบคาร์บอเนต เพื่อสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่พองตัวและมีเนื้อสัมผัสที่นุ่มฟู

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: ช่วยให้ขนมปัง, เค้ก หรือผลิตภัณฑ์เบเกอรี่อื่นๆ มีเนื้อสัมผัสที่ดีขึ้น เบาและนุ่ม เหมาะสำหรับขนมปังปอนด์หรือขนมปังไส้ต่างๆ ข้อจำกัด: ต้องใช้ในสัดส่วนที่เหมาะสมและทำงานร่วมกับสารช่วยขึ้นฟูอื่นๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


3. การใช้งาน Dicalcium Phosphate ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่และแปรรูปจากแป้ง

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ขนมปังปอนด์
  • เค้ก
  • คุ้กกี้
  • บิสกิต
  • แป้งสำเร็จรูปสำหรับแพนเค้ก

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์นมและเครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม UHT
  • เครื่องดื่มธัญพืชเสริมแคลเซียม
  • นมผงสำหรับเด็ก
  • เครื่องดื่มโปรตีน

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ซอสพริกศรีราชา
  • น้ำจิ้มไก่
  • น้ำสลัด
  • น้ำปลาหวาน

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยว

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ข้าวเกรียบ
  • มันฝรั่งทอด
  • สาหร่ายปรุงรส

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์แช่แข็งและไอศกรีม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ไอศกรีมกะทิ
  • ไอศกรีมผลไม้
  • อาหารพร้อมทานแช่แข็ง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Dicalcium Phosphate ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 341(ii))

สถานะ อย.: อนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 281 และฉบับที่ 428 (พ.ศ. 2564) ในกลุ่มวัตถุเจือปนอาหารที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามบัญชีรายชื่อประเภทอาหารที่กำหนด

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

N/A (ไม่มีมาตรฐาน มอก. สำหรับวัตถุดิบนี้โดยตรง แต่ผลิตภัณฑ์อาหารที่ใช้ต้องเป็นไปตาม มอก. ที่เกี่ยวข้องกับประเภทอาหารนั้นๆ)

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

เป็นวัตถุเจือปนอาหารที่ปลอดภัยเมื่อใช้ตามปริมาณที่กำหนด อย่างไรก็ตาม ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมฝุ่นผงโดยตรง และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสมขณะจัดการในโรงงานผลิต การจัดเก็บควรเป็นไปตามคำแนะนำเพื่อป้องกันการปนเปื้อน


5. แหล่งซื้อ Dicalcium Phosphate ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade (มาตรฐานสำหรับการบริโภค) มีความบริสุทธิ์สูง ผ่านการรับรองมาตรฐานสากล เช่น HACCP, ISO 22000 และมาตรฐาน อย. ไทย ปราศจากโลหะหนักและสิ่งเจือปนที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีเอกสารรับรอง COA (Certificate of Analysis) ทุกครั้ง ใช้เป็นสารเสริมแคลเซียม สารปรับปรุงเนื้อสัมผัส สารบัฟเฟอร์ และสารช่วยขึ้นฟูในผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มทุกประเภทของไทย เพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัย

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

ควรจัดเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท แห้ง และเย็น โดยหลีกเลี่ยงแสงแดดโดยตรงและความร้อนสูง เพื่อป้องกันการเสื่อมสภาพและคงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ การจัดเก็บในคลังสินค้าควรมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ให้อยู่ในระดับต่ำ เพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อนหรือการดูดความชื้น ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย และควรจัดเก็บแยกจากสารเคมีที่มีกลิ่นแรง เพื่อป้องกันการปนเปื้อน.