สหสิทธิ์ จำหน่าย กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) คุณภาพสูงสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

Ascorbic Acid (Ascorbic Acid) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูป, ผักและผลไม้แปรรูป, ขนมขบเคี้ยว, ผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีม, อาหารกระป๋อง

มีสูตรเคมี C6H8O6 ทำหน้าที่เป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant), สารปรับความเป็นกรด (Acidity Regulator / pH Adjuster), สารเสริมคุณค่าวิตามิน (Nutrient Fortifier) ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม, เบเกอรี่และผลิตภัณฑ์จากแป้ง, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูป, ผักและผลไม้แปรรูป, ขนมขบเคี้ยว, ผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีม

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะ: ผงผลึกละเอียด สีขาวหรือขาวอมเหลืองอ่อน ไม่มีกลิ่น, รสชาติ: เปรี้ยว, การละลาย: ละลายได้ดีในน้ำ แต่ละลายได้น้อยในไขมัน

✅ มาตรฐาน INS 300 ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

Description

1. ทำความรู้จัก Ascorbic Acid คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Ascorbic Acid หรือ Ascorbic Acid กรดแอสคอร์บิก หรือ วิตามินซี (Ascorbic Acid / Vitamin C) เป็นสารประกอบที่มีคุณสมบัติเป็นกรดและมีพลังต้านอนุมูลอิสระสูง ถือเป็นวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกาย ในอุตสาหกรรมอาหาร วิตามินซีถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาการเสื่อมสภาพของผลิตภัณฑ์ เช่น การเกิดสีคล้ำ การหืน และการสูญเสียวิตามิน ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาและคงคุณภาพของอาหารภายใต้สภาพภูมิอากาศร้อนชื้นของไทย

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (C6H8O6)

Ascorbic Acid มีสูตรเคมีคือ C6H8O6 โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะ: ผงผลึกละเอียด สีขาวหรือขาวอมเหลืองอ่อน ไม่มีกลิ่น
  • รสชาติ: เปรี้ยว
  • การละลาย: ละลายได้ดีในน้ำ แต่ละลายได้น้อยในไขมัน
  • ความเสถียร: ไวต่อแสง ความร้อน อากาศ และความชื้นสูง โดยเฉพาะในสารละลาย ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพและอายุการเก็บรักษาในผลิตภัณฑ์อาหาร
  • ค่า pH: มีความเป็นกรดสูง ช่วยปรับค่า pH ของผลิตภัณฑ์

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

กรดแอสคอร์บิกที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารส่วนใหญ่ผลิตโดยกระบวนการสังเคราะห์ทางเคมี หรือผ่านกระบวนการหมักทางชีวภาพ โดยแหล่งผลิตที่น่าเชื่อถือจะได้รับการควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวดตามมาตรฐาน Food Grade สากล เช่น GMP และ HACCP เพื่อให้มั่นใจในความบริสุทธิ์และปราศจากสิ่งปนเปื้อน เหมาะสำหรับการนำไปใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารสำหรับผู้ผลิตในประเทศไทย

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงผลึก (Crystalline Powder) เป็นรูปแบบที่พบบ่อยที่สุด มีลักษณะเป็นผงละเอียดสีขาว ใช้งานง่ายในการผสมเข้ากับส่วนผสมแห้งหรือละลายในของเหลว เหมาะสำหรับกระบวนการผลิตอาหารที่ต้องการความแม่นยำในการชั่งตวงและควบคุมการละลายในสภาพแวดล้อมการผลิตของไทย

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)

กลไกการทำงาน: ช่วยป้องกันปฏิกิริยาออกซิเดชันที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการหืนในไขมันและน้ำมัน การเปลี่ยนสีของผักผลไม้ และการเสื่อมคุณภาพของวิตามินอื่นๆ ในอาหาร ตัวอย่างเช่น ในน้ำผลไม้ UHT วิตามินซีจะช่วยรักษาเสถียรภาพของสีและกลิ่น ทำให้ผลิตภัณฑ์ไม่เปลี่ยนเป็นสีคล้ำเร็ว

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: ยืดอายุการเก็บรักษาผลิตภัณฑ์, รักษาคุณภาพสีและกลิ่น, ป้องกันการหืนในผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันสูง ข้อจำกัด: เสื่อมสลายได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน แสง และออกซิเจนสูงในระหว่างกระบวนการผลิต

2.2. สารปรับความเป็นกรด (Acidity Regulator / pH Adjuster)

กลไกการทำงาน: ด้วยคุณสมบัติที่เป็นกรด กรดแอสคอร์บิกสามารถใช้เพื่อปรับลดค่า pH ของผลิตภัณฑ์อาหาร ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์บางชนิด และยังเป็นสารตั้งต้นในการเกิดปฏิกิริยาบางอย่าง เช่น ในผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ ช่วยเสริมการทำงานของยีสต์ ทำให้โครงสร้างของแป้งแข็งแรงขึ้น

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: ช่วยควบคุมค่า pH ที่เหมาะสมสำหรับรสชาติและเพื่อความปลอดภัยทางจุลชีววิทยา, เสริมประสิทธิภาพสารกันเสียอื่นๆ, ช่วยปรับปรุงเนื้อสัมผัสในผลิตภัณฑ์แป้ง ข้อจำกัด: การใช้ปริมาณมากอาจทำให้รสชาติเปรี้ยวจัด ซึ่งอาจไม่เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์อาหารบางชนิด

2.3. สารเสริมคุณค่าวิตามิน (Nutrient Fortifier)

กลไกการทำงาน: ในฐานะที่เป็นวิตามินซีที่ร่างกายต้องการ กรดแอสคอร์บิกถูกเติมลงในผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่อาจสูญเสียวิตามินซีตามธรรมชาติระหว่างกระบวนการแปรรูป หรือเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่เสริมวิตามินซีตามความต้องการของผู้บริโภค

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดี: เพิ่มมูลค่าทางโภชนาการให้ผลิตภัณฑ์, ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ข้อจำกัด: วิตามินซีสามารถถูกทำลายได้ง่ายด้วยความร้อนและแสง ทำให้ต้องมีการพิจารณาเทคนิคการเติมและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อคงสภาพวิตามิน


3. การใช้งาน Ascorbic Acid ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม เครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • น้ำผลไม้ UHT (เช่น น้ำส้ม, น้ำฝรั่ง)
  • เครื่องดื่มชูกำลัง
  • นมถั่วเหลือง UHT
  • เครื่องดื่มเกลือแร่
  • น้ำมะพร้าว UHT

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม เบเกอรี่และผลิตภัณฑ์จากแป้ง

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ขนมปังปอนด์
  • ขนมปังโฮลวีต
  • เค้ก
  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • น้ำจิ้มไก่
  • ซอสพริกศรีราชา
  • น้ำสลัด
  • น้ำจิ้มบ๊วย
  • ซอสมะเขือเทศ

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์และอาหารทะเลแปรรูป

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ไส้กรอกอีสาน
  • ลูกชิ้นปลา
  • หมูยอ
  • กุนเชียง
  • อาหารทะเลแช่แข็ง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม ผักและผลไม้แปรรูป

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ผลไม้กระป๋อง (เช่น ลำไยกระป๋อง, เงาะกระป๋อง)
  • ผลไม้แช่อิ่ม
  • น้ำมะเขือเทศเข้มข้น
  • ผักดอง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.6. อุตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยว

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • มันฝรั่งทอดกรอบ
  • ข้าวเกรียบ
  • ขนมปังอบกรอบ

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.7. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์นมและไอศกรีม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมเปรี้ยวพร้อมดื่ม
  • โยเกิร์ต
  • ไอศกรีมกะทิ
  • ไอศกรีมผลไม้

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Ascorbic Acid ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 300)

สถานะ อย.: กรดแอสคอร์บิก (Ascorbic Acid) ได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารในประเทศไทย ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยมีข้อกำหนดปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใช้ในอาหารแต่ละประเภท เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

ผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบกรดแอสคอร์บิกควรปฏิบัติตามมาตรฐาน Good Manufacturing Practice (GMP) และ Hazard Analysis and Critical Control Points (HACCP) รวมถึงมาตรฐาน ISO ที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับรองคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับการนำไปผลิตอาหารในประเทศไทย

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

การจัดการในโรงงานควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังและดวงตา ควรใช้ในพื้นที่ที่มีการระบายอากาศดี และสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล เนื่องจากมีฤทธิ์เป็นกรด อาจก่อให้เกิดการระคายเคืองเมื่อสัมผัส และควรระมัดระวังฝุ่นละอองในระหว่างการใช้งาน


5. แหล่งซื้อ Ascorbic Acid ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade (มาตรฐานทั่วไป) บริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 99% ผ่านการรับรองมาตรฐานด้านความปลอดภัยอาหาร เช่น GMP, HACCP และ/หรือ ISO เหมาะสำหรับใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารทั่วไปที่ต้องการคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ใช้เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ, สารปรับความเป็นกรด, และสารเสริมคุณค่าวิตามินในผลิตภัณฑ์อาหารไทยหลากหลายประเภท เช่น น้ำผลไม้, ซอสปรุงรส, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่
Food Grade (Halal Certified) บริสุทธิ์ไม่ต่ำกว่า 99% พร้อมการรับรองมาตรฐาน Halal นอกเหนือจาก GMP และ HACCP เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นไปตามข้อกำหนดทางศาสนาอิสลาม เน้นใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มุ่งตลาดผู้บริโภคมุสลิมในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น น้ำผลไม้ฮาลาล, อาหารแปรรูปฮาลาล, ขนมขบเคี้ยวฮาลาล

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

ควรจัดเก็บในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ป้องกันแสง อากาศ และความชื้น เนื่องจาก Ascorbic Acid เสื่อมสภาพได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับปัจจัยเหล่านี้ ควรเก็บในที่แห้งและเย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส เพื่อรักษาคุณภาพและประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้นของประเทศไทย การจัดเก็บที่ไม่เหมาะสมอาจนำไปสู่การจับตัวเป็นก้อน การเปลี่ยนสี และการลดลงของประสิทธิภาพ