แคลเซียมไฮดรอกไซด์ Calcium Hydroxide: สำหรับอุตสาหกรรมอาหาร

Calcium Hydroxide (Calcium Hydroxide) – วัตถุดิบคุณภาพสำหรับอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมเครื่องดื่ม, ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากพืชทดแทนนมและถั่วเหลือง, ขนมขบเคี้ยว, อาหารแปรรูป, อาหารกระป๋อง, ผลไม้ดอง

มีสูตรเคมี Ca(OH)2 ทำหน้าที่เป็น สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator), สารช่วยให้คงรูป (Firming Agent), สารเสริมแคลเซียม (Calcium Fortifier), สารช่วยตกตะกอน (Coagulant) ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องดื่ม, ซอสและเครื่องปรุงรส, ผลิตภัณฑ์จากพืชและถั่วเหลือง, ขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง, ผลไม้และผักแปรรูป, ไอศกรีมและขนมหวาน

คุณสมบัติหลัก: ลักษณะผงสีขาวละเอียด ไม่มีกลิ่น, ความหนาแน่น 2.211 g/cm3, ละลายน้ำได้เล็กน้อย (ประมาณ 1.73 g/L ที่ 20 °C) แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานในกระบวนการผลิตอาหาร

✅ มาตรฐาน INS 526 ผ่านการรับรอง ✅ ควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานอุตสาหกรรม

SKU: calcium-hydroxide Category:

Description

1. ทำความรู้จัก Calcium Hydroxide คืออะไร? (นิยาม, ที่มา, โครงสร้าง) 🧪

Calcium Hydroxide หรือ Calcium Hydroxide แคลเซียมไฮดรอกไซด์ หรือที่รู้จักกันในชื่อปูนขาวหรือไฮเดรเต็ดไลม์ เป็นสารประกอบอนินทรีย์ที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารไทย โดยทำหน้าที่หลากหลายเพื่อช่วยผู้ผลิตแก้ไขปัญหาด้านคุณภาพและความคงตัวของผลิตภัณฑ์ เช่น การควบคุมระดับ pH ที่ผันผวนในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทย การปรับปรุงเนื้อสัมผัสให้มีความแน่นกรอบ และการเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการด้วยแคลเซียม ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการยืดอายุการเก็บรักษาและเพิ่มความพึงพอใจของผู้บริโภค

1.1. สูตรเคมีและคุณสมบัติทางกายภาพ (Ca(OH)2)

Calcium Hydroxide มีสูตรเคมีคือ Ca(OH)2 โดยมีคุณสมบัติเด่นคือ:

  • ลักษณะผงสีขาวละเอียด ไม่มีกลิ่น
  • ความหนาแน่น 2.211 g/cm3
  • ละลายน้ำได้เล็กน้อย (ประมาณ 1.73 g/L ที่ 20 °C) แต่เพียงพอสำหรับการใช้งานในกระบวนการผลิตอาหาร
  • มีความเสถียรทางความร้อนสูงถึง 580 °C ก่อนที่จะสลายตัว ทำให้เหมาะกับการใช้งานในกระบวนการที่ต้องผ่านความร้อน
  • ไม่ระเหยง่าย ทำให้คงสภาพในสูตรอาหารได้ดี

1.2. แหล่งกำเนิด (ธรรมชาติ) และ กระบวนการผลิตเชิงอุตสาหกรรม

แคลเซียมไฮดรอกไซด์เกรดอาหาร (Food Grade) ผลิตขึ้นโดยการนำแคลเซียมออกไซด์ (ปูนดิบ) มาทำปฏิกิริยากับน้ำอย่างระมัดระวัง ภายใต้กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากลและข้อกำหนดของประเทศไทย เพื่อให้มั่นใจในความบริสุทธิ์ ปราศจากสิ่งปนเปื้อน และปลอดภัยสำหรับการบริโภค โดยผู้ผลิตชั้นนำมักยึดมั่นในระบบควบคุมคุณภาพ เช่น GMP, HACCP, และ ISO เพื่อรับรองว่าวัตถุดิบที่ได้มีคุณภาพสม่ำเสมอและสอดคล้องกับมาตรฐานอาหารที่เข้มงวด

1.3. ความแตกต่างของชนิด/ฟอร์มที่จำหน่าย

ชนิด คุณสมบัติเด่น
ชนิดผงละเอียด (Fine Powder) เป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดและเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารไทย ด้วยลักษณะผงละเอียดทำให้ง่ายต่อการชั่งตวง ผสม และกระจายตัวในระบบอาหารต่างๆ ได้อย่างสม่ำเสมอ ช่วยให้ผู้ผลิตควบคุมปริมาณการใช้และผลลัพธ์ที่ต้องการได้แม่นยำ แม้ในสภาพอากาศร้อนชื้นของไทยก็ยังคงความเสถียรและคุณภาพได้ดีหากจัดเก็บอย่างเหมาะสม

2. คุณสมบัติและกลไกการทำงานหลักที่สำคัญต่ออุตสาหกรรม 🔬

2.1. สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง (pH Regulator)

กลไกการทำงาน: ด้วยคุณสมบัติเป็นด่างอ่อน แคลเซียมไฮดรอกไซด์ช่วยปรับและคงระดับ pH ของผลิตภัณฑ์อาหารให้อยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งมีผลโดยตรงต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่ไม่พึงประสงค์

ข้อดี/ข้อจำกัด: ข้อดีคือช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารได้ยาวนานขึ้น โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง pH ในสภาพอากาศร้อนชื้น เช่น น้ำผลไม้ ซอสปรุงรส หรืออาหารแปรรูป ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสื่อมเสีย ข้อจำกัดคือการใช้ปริมาณมากเกินไปอาจทำให้เกิดรสชาติแปลกปลอมหรือส่งผลต่อเนื้อสัมผัสได้

2.2. สารช่วยให้คงรูป (Firming Agent)

กลไกการทำงาน: ไอออนแคลเซียม (Ca2+) จะทำปฏิกิริยากับเพกตินหรือโปรตีนในโครงสร้างอาหาร ทำให้เกิดโครงสร้างที่แข็งแรงและมีความคงตัวมากขึ้น

ข้อดี/ข้อจำกัด: ช่วยเพิ่มความกรอบ ความแน่น หรือความยืดหยุ่นให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น ผลไม้ดอง ผักกระป๋อง ข้าวเกรียบ หรือเต้าหู้ ทำให้ได้เนื้อสัมผัสที่น่าพึงพอใจและทนทานต่อกระบวนการผลิต ข้อจำกัดคืออาจต้องมีการทดสอบปริมาณที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้ผลิตภัณฑ์แข็งกระด้างเกินไป

2.3. สารเสริมแคลเซียม (Calcium Fortifier)

กลไกการทำงาน: เป็นแหล่งของแคลเซียมที่สามารถเพิ่มเข้าไปในผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเสริมสร้างคุณค่าทางโภชนาการ

ข้อดี/ข้อจำกัด: เป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคที่ต้องการแคลเซียมเพิ่มเติม เช่น นมถั่วเหลือง หรือเครื่องดื่มธัญพืช ช่วยให้ผู้ผลิตสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของผู้บริโภคได้ ข้อจำกัดคือปริมาณที่ใช้ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อรสชาติและลักษณะทางกายภาพของผลิตภัณฑ์

2.4. สารช่วยตกตะกอน (Coagulant)

กลไกการทำงาน: ไอออนแคลเซียมสามารถช่วยในการรวมตัวของโปรตีนหรืออนุภาคอื่นๆ ในของเหลว ทำให้เกิดการตกตะกอน

ข้อดี/ข้อจำกัด: เป็นประโยชน์ในการผลิตเต้าหู้ โดยช่วยให้โปรตีนในนมถั่วเหลืองจับตัวเป็นก้อน ข้อดีคือได้เต้าหู้ที่มีเนื้อสัมผัสแน่นและได้ผลผลิตสูง ข้อจำกัดคือต้องควบคุมอุณหภูมิและปริมาณให้แม่นยำเพื่อควบคุมความแข็งและความนุ่มของเต้าหู้


3. การใช้งาน Calcium Hydroxide ในอุตสาหกรรมหลัก (พร้อมอัตราส่วนที่แนะนำ) 🍔🧴

3.1. อุตสาหกรรม เครื่องดื่ม

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • นมถั่วเหลือง UHT เสริมแคลเซียม
  • น้ำมะพร้าว UHT (เพื่อปรับ pH และยืดอายุการเก็บรักษา)
  • เครื่องดื่มธัญพืช

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.2. อุตสาหกรรม ซอสและเครื่องปรุงรส

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • น้ำจิ้มไก่
  • ซอสพริกศรีราชา
  • ซอสมะเขือเทศ
  • น้ำสลัด

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.3. อุตสาหกรรม ผลิตภัณฑ์จากพืชและถั่วเหลือง

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • เต้าหู้แข็ง
  • เต้าหู้อ่อน
  • ฟองเต้าหู้

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.4. อุตสาหกรรม ขนมขบเคี้ยวและผลิตภัณฑ์จากแป้ง

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ข้าวเกรียบ
  • ขนมกรอบต่างๆ (เพื่อเพิ่มความกรอบ)
  • ขนมปัง (เพื่อเสริมแคลเซียมในยีสต์และปรับปรุงแป้ง)

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.5. อุตสาหกรรม ผลไม้และผักแปรรูป

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ผลไม้ดอง (มะม่วงดอง, มะดันดอง)
  • ผลไม้กระป๋อง (เพื่อคงสภาพเนื้อ)
  • ผักกาดดอง

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.

3.6. อุตสาหกรรม ไอศกรีมและขนมหวาน

ตัวอย่างการใช้งาน:

  • ไอศกรีมกะทิ
  • ขนมหวานไทยบางชนิด (เพื่อปรับเนื้อสัมผัส)

อัตราส่วนที่แนะนำ: Q.S. (Quantum Satis) หรือตามความเหมาะสมและข้อกำหนด อย.


4. มาตรฐานและข้อกำหนดกฎหมายสำหรับ Calcium Hydroxide ในประเทศไทย ⚖️📜

4.1. สถานะวัตถุเจือปนอาหาร (อย.) และรหัส INS (INS 526)

สถานะ อย.: ได้รับการอนุญาตให้ใช้เป็นวัตถุเจือปนอาหารตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขของประเทศไทย โดยทำหน้าที่เป็นสารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง และสารช่วยให้คงรูป

4.2. ข้อกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.) หรือมาตรฐานสากลที่เกี่ยวข้อง

ผู้ผลิตควรจัดซื้อจากผู้จำหน่ายที่ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตอาหารที่ดี (GMP) และระบบวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (HACCP) ซึ่งเป็นข้อกำหนดพื้นฐานสำหรับวัตถุเจือปนอาหารในประเทศไทย

4.3. ข้อควรระวังและคำเตือนบนฉลากสินค้า

ควรหลีกเลี่ยงการสูดดมฝุ่นละอองของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ และหลีกเลี่ยงการสัมผัสโดยตรงกับผิวหนังและดวงตา ควรใช้ถุงมือ หน้ากากอนามัย และแว่นตานิรภัยในการจัดการ ในโรงงานผลิตอาหารควรมีการระบายอากาศที่ดี เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละออง


5. แหล่งซื้อ Calcium Hydroxide ในไทย: การเลือกเกรดที่เหมาะสมและราคา 🛍️🇹🇭

5.1. เปรียบเทียบเกรดสินค้าและการใช้งาน

เกรดสินค้า ความบริสุทธิ์และมาตรฐาน การใช้งานหลัก
Food Grade (เกรดอาหาร) – Premium มีความบริสุทธิ์สูง 99%+ ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหารสากลและของประเทศไทย (อย.) รวมถึงได้รับการรับรองตามข้อกำหนด Halal และ HACCP ไม่มีสารปนเปื้อนโลหะหนักและจุลินทรีย์ที่เป็นอันตราย ใช้สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารไทยทุกประเภทที่ต้องการวัตถุดิบคุณภาพสูง มีความสม่ำเสมอ และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผลิตภัณฑ์ที่ต้องการยืดอายุการเก็บรักษา ปรับปรุงเนื้อสัมผัส หรือเสริมแคลเซียม

5.2. เหตุผลที่ผู้ประกอบการไว้วางใจเลือกซื้อจากเรา (Competitive Advantage) ✨

ในฐานะตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบคุณภาพสูง เราพร้อมสนับสนุนการผลิตของคุณด้วยข้อได้เปรียบเหล่านี้:

  • มีสินค้าคงคลังสูงพร้อมส่งมอบทันที
  • ราคาแข่งขันได้จากการนำเข้าโดยตรง
  • มีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำปรึกษาด้านเทคนิค
  • จัดส่งรวดเร็วทั่วประเทศไทย
  • รับประกันคุณภาพและมาตรฐานสินค้า

ติดต่อโดยตรงเพื่อรับใบเสนอราคาที่ดีที่สุด:

📞
โทรศัพท์
02-331-5461

โทรเลย

💬
LINE ID
@sahasith

แอดไลน์

✨ พร้อมบริการให้คำปรึกษาทางเทคนิค | ส่งสินค้าด่วนทั่วประเทศ | รับประกันคุณภาพสินค้า ✨

5.3. คำแนะนำในการจัดเก็บและการจัดการวัตถุดิบ

สำหรับการจัดเก็บในโรงงานผลิตอาหารในประเทศไทย ซึ่งมีสภาพอากาศร้อนชื้น ควรจัดเก็บแคลเซียมไฮดรอกไซด์ในภาชนะที่ปิดสนิทและอยู่ในที่แห้ง เย็น และมีการระบายอากาศที่ดี หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดโดยตรงและความชื้นสูงเพื่อป้องกันการจับตัวเป็นก้อนและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ ควรจัดเก็บแยกจากสารเคมีอื่นๆ และมีมาตรการควบคุมฝุ่นละอองอย่างเหมาะสมเพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน